วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
อธิษฐาน คือ การไม่เผลอสติ

อธิษฐานมี 3 ระดับ
1. อธิษฐานปกติ เช่น บอกใจในใจว่าวันนี้เราจะพยายามไม่เผลอสติ
2. อธิษฐานมากกว่าปกติ เช่น บอกใจในใจว่าวันนี้เราจะตั้งใจพยายามให้มากในการระมัดระวังไม่ให้เผลอสติ
3. อธิษฐานมากที่สุด เช่น บอกใจในใจว่าวันนี้เราตั้งใจตั้งมั่นไม่ให้เผลอสติ
ไม่เผลอสติ ทำ หน้าที่อย่างขยัน ซื่อสัตย์ นศ.ป.ตรี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม.กทม.
ภาพจาก อ.อารีย์ คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการทั่วไป กำลังรับสมัครนักศึกษาใหม่ โทร 08-6983-6514 (ปกติ)
วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
10 ประโยคที่ไม่ควรพูดกับพ่อแม่นะจ้า คำสอนจากศาสนาอิสลาม
10 ประโยคที่ไม่ควรพูดกับพ่อแม่นะจ้า
#1.พอแล้วๆ รู้แล้ว จู้จี้จริงๆ พูดอยู่นั่นแหละ!
#2.มีอะไรอีกไหม ไม่มีอะไร จะวางสายละนะ! (ที่พ่อแม่โทรมา ก็เพราะอยากจะได้ยินเสียงลูก อยากถามไถ่ความเป็นอยู่ อย่าได้เห็นเป็นเรื่องน่ารำคาญ ทีพูดกับเพื่อนกับแฟนยังพูดได้เป็นชั่วโมง)
#3.พูดยังไงพ่อกับแม่ก็ไม่เข้าใจหรอก ไม่ต้องถามแล้วนะ!
#4.บอกพ่อกับแม่กี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำ ถึงทำไปก็ไม่เห็นจะดีอะไรเลย! (พ่อแม่แก่เฒ่า มีใจแต่ไร้กำลัง แต่การที่พูดแบบไม่คิดอย่างนี้ กลับกลายเป็นการทำร้ายจิตใจของท่านแทน)
#5.ความคิดแบบนี้มันโบราณไปแล้ว ยุคนี้ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก! (คำแนะนำของพ่อแม่อาจจะช่วยอะไรเราไม่ได้ แต่ทำไมเราไม่เปลี่ยนมาเป็นรับฟัง อย่างน้อยอาจมีสิ่งดีๆที่เราคาดไม่ถึง ออกมาจากประสบการณ์ของพ่อแม่ก็เป็นได้)
#6.บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องเข้ามาจัดห้อง เห็นไหมล่ะ! หาของไม่เจออีกแล้ว วันหลังไม่ต้องยุ่ง! (ห้องรก ต้องรู้จักจัดเก็บ ไม่จัดเก็บให้ดี ก็อย่าได้โทษพ่อกับแม่)
#7.ผมรู้ว่าผมจะกินอะไร วันหลังไม่ต้องทำเผื่อ! (พ่อแม่เฝ้ารอคอยลูกๆกลับบ้าน ความรักความอาทรถูกเติมลงไปในอาหารที่ทำ จงรับเอาความห่วงหาอาทรนี้ไว้เถิด อย่าทำร้ายน้ำใจของท่านเลย มีคนจำนวนเท่าไหร่ที่อยากทานอาหารที่พ่อแม่ปรุงให้ แต่ไม่มีโอกาสนั้นแล้ว!)
#8.บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ากินของที่เหลือ บอกแล้วไม่รู้จักจำ (พ่อแม่ประหยัดกินประหยัดใช้จนเป็นนิสัย บอกท่านทำให้น้อยลง ดีกว่าให้ท่านเป็นคนเก็บของเก่ามากินเอง)
#9.ผมโตแล้ว ผมรู้ว่าผมจะต้องทำยังไง พูดอยู่ได้ รำคาญ!
#10.ของเก่าๆพวกนี้เก็บไว้ทำไม รกบ้านเปล่าๆ ใช้การอะไรก็ไม่ได้! (มันอาจจะไร้ค่าสำหรับเรา แต่มันอาจมีค่าสำหรับพ่อแม่ของแต่ละชิ้น ล้วนมีประวัติศาสตร์ เราไม่ดีใจเหรอ ของที่เราใช้ในตอนเด็ก วันนี้มันยังอยู่กับเรา?)
10 ประโยคนี้ เราอาจเคยพูดกับพ่อแม่ คุณๆทั้งหลายครับ อย่ารอจนถึงวันที่เรารู้คุณค่าแต่ท่านไม่อยู่เสียแล้ว...
#1.พอแล้วๆ รู้แล้ว จู้จี้จริงๆ พูดอยู่นั่นแหละ!
#2.มีอะไรอีกไหม ไม่มีอะไร จะวางสายละนะ! (ที่พ่อแม่โทรมา ก็เพราะอยากจะได้ยินเสียงลูก อยากถามไถ่ความเป็นอยู่ อย่าได้เห็นเป็นเรื่องน่ารำคาญ ทีพูดกับเพื่อนกับแฟนยังพูดได้เป็นชั่วโมง)
#3.พูดยังไงพ่อกับแม่ก็ไม่เข้าใจหรอก ไม่ต้องถามแล้วนะ!
#4.บอกพ่อกับแม่กี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำ ถึงทำไปก็ไม่เห็นจะดีอะไรเลย! (พ่อแม่แก่เฒ่า มีใจแต่ไร้กำลัง แต่การที่พูดแบบไม่คิดอย่างนี้ กลับกลายเป็นการทำร้ายจิตใจของท่านแทน)
#5.ความคิดแบบนี้มันโบราณไปแล้ว ยุคนี้ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก! (คำแนะนำของพ่อแม่อาจจะช่วยอะไรเราไม่ได้ แต่ทำไมเราไม่เปลี่ยนมาเป็นรับฟัง อย่างน้อยอาจมีสิ่งดีๆที่เราคาดไม่ถึง ออกมาจากประสบการณ์ของพ่อแม่ก็เป็นได้)
#6.บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องเข้ามาจัดห้อง เห็นไหมล่ะ! หาของไม่เจออีกแล้ว วันหลังไม่ต้องยุ่ง! (ห้องรก ต้องรู้จักจัดเก็บ ไม่จัดเก็บให้ดี ก็อย่าได้โทษพ่อกับแม่)
#7.ผมรู้ว่าผมจะกินอะไร วันหลังไม่ต้องทำเผื่อ! (พ่อแม่เฝ้ารอคอยลูกๆกลับบ้าน ความรักความอาทรถูกเติมลงไปในอาหารที่ทำ จงรับเอาความห่วงหาอาทรนี้ไว้เถิด อย่าทำร้ายน้ำใจของท่านเลย มีคนจำนวนเท่าไหร่ที่อยากทานอาหารที่พ่อแม่ปรุงให้ แต่ไม่มีโอกาสนั้นแล้ว!)
#8.บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ากินของที่เหลือ บอกแล้วไม่รู้จักจำ (พ่อแม่ประหยัดกินประหยัดใช้จนเป็นนิสัย บอกท่านทำให้น้อยลง ดีกว่าให้ท่านเป็นคนเก็บของเก่ามากินเอง)
#9.ผมโตแล้ว ผมรู้ว่าผมจะต้องทำยังไง พูดอยู่ได้ รำคาญ!
#10.ของเก่าๆพวกนี้เก็บไว้ทำไม รกบ้านเปล่าๆ ใช้การอะไรก็ไม่ได้! (มันอาจจะไร้ค่าสำหรับเรา แต่มันอาจมีค่าสำหรับพ่อแม่ของแต่ละชิ้น ล้วนมีประวัติศาสตร์ เราไม่ดีใจเหรอ ของที่เราใช้ในตอนเด็ก วันนี้มันยังอยู่กับเรา?)
10 ประโยคนี้ เราอาจเคยพูดกับพ่อแม่ คุณๆทั้งหลายครับ อย่ารอจนถึงวันที่เรารู้คุณค่าแต่ท่านไม่อยู่เสียแล้ว...
วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
คำกล่าวถวายสังฆทาน
|
คำถวายสังฆทาน
(ถวายเพื่อความสุขความเจริญ )
|
|
อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ
ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุ สังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารนิ ปะฏิคคัณหาตุ
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ .
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย ซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวาร ทั้งหลายเหล่านี้แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวารทั้งหลาย เหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ. |
วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557
บทที่ 2 เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและชุมชน
Chapter 2
Sufficiency Economy and Economic, Social and Community Developments
Sufficiency Economy and Economic, Social and Community Developments
การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง คือ อะไร
“เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency
Economy)
เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดรวมถึงการพัฒนาและบริหารประเทศ
ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ทางสายกลาง คำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล
การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ
และคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานปรัชญานี้ให้แก่คนไทยมานานกว่า 25 ปีแล้ว
และรัฐบาลได้ถือเอาปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในแผนพัฒนาเเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
9 (พ.ศ. 2545 -2549) ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลง
(1) ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง
(2) การเปลี่ยนแปลงเกิดจากเหตุปัจจัย
- ทั้งเหตุปัจจัยภายนอกและเหตุปัจจัยภายใน
- ทั้งเหตุปัจจัยที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้
(3) การเปลี่ยนแปลงอาจปรากฎเป็นวงจร
- มีทั้งขาขึ้นและขาลง
- อะไรคือเหตุปัจจัยของขาขึ้น?
- อะไรคือเหตุปัจจัยของขาลง
?
- เราจะคาดหมายและควบคุมได้และควบคุมไม่ได้แค่ไหน ?
( 4) ในปัจุจบันและอนาคต การเปลี่ยนแปลงจะยิ่งเกิดผลกระทบที่เร็ว-
รุนแรงและกว้างขวาง
(5) ผลกระทบนั้นมีทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
2. ปรัชญา
(1) แนวคิดหลักคือทางสายกลาง
(2) องค์ประกอบของความพอเพียง ได้แก่
ก.
ความพอประมาณ
ข.ความมีเหตุผล
ค.
ความจำเป็นที่ต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อัน
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก
3. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
(1) ต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี
และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต
(2) ให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม
- ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร
- มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ
(3) ในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ปฏิบัตินั้น “ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความ
รอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ
มาใช้ในการวางแผนและ
การดำเนินการทุกขั้นตอน”
4. การประยุกต์ใช้
(1) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรูปแบบของ “ เกษตรทฤษฎีใหม่” ซึ่งตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้
“ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง”
สำหรับเกษตรกรไทยที่มีที่ดินทำกินเพียงครอบครัวละ 15 ไร่
(2) การประยุกต์ใช้ปรัชญานี้ในด้านต่าง ๆ และระดับต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา
ด้านสาธารณสุขและอื่น ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ หากเอา
ศกพ. มาประยุกต์ใช้จะก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินธุรกิจ
๗ ประการ
2.1 ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม คือ ราคาไม่แพง แต่ถูกหลักวิชาการมีขนาดการผลิตที่เหมาะสม
สอดคล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการ
2.2 ไม่โลภจนเกินไป และไม่เน้นกำไรระยะสั้นเป็นหลัก
2.3 ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค
ลูกค้า แรงงาน และผู้จำหน่ายวัตถุดิบ
2.4 เน้นการกระจายความเสี่ยงจากการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย
และปรับเปลี่ยนผลผลิตได้ง่าย
2.5
เน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำไม่ก่อหนี้จนเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ
2.6 เน้นการตอบสนองตลาดภายในท้องถิ่น
ภูมิภาค ตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ
ตามลำดับ
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล (2541) ได้ให้ความหมายเศรษฐกิจพอเพียงไว้ว่า
หมายถึง ความสามารถของชุมชนเมือง รัฐ ประเทศ หรือ ภูมิภาคหนึ่งๆ
ในการผลิตสินค้า และบริการทุกชนิด ในการเลี้ยงสังคมนั้นๆ ได้
โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยต่าง ๆ ที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ
และเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล คือความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน มีความเป็นอยู่อย่างพอประมาณ ตามฐานะ
ตามอัตภาพ และที่สำคัญ ไม่หลงใหลไปตามกระแสวัตถุนิยม
มีอิสรภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด กล่าวโดยสรุป คือ
หันกลับมายึดเส้นทางสายกลางในการดำรงชีวิตที่ส่งผลให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
โดยมีหลักการพึ่งพาตนเอง 5 ประการ
คือ
1) ด้านจิตใจ ทำให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มีจิตสำนึกที่ดี
สร้างสรรค์ให้ตนเองและประเทศชาติโดยรวม มีจิตใจเอื้ออาทร ประนีประนอม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
2) ด้านสังคมแต่ละชุมชนต้องช่วยเหลือ
เกื้อกูลกัน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายชุมชนที่ แข็งแรง อิสระ
3)
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ให้ใช้และจัดการอย่างชาญฉลาดพร้อมทั้งหาทางเพิ่มคุณค่า
โดยให้ยึดอยู่บนหลักการของความยั่งยืน
4) ด้านเทคโนโลยี จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่มีทั้งดี และไม่ดี จึงต้องแยกแยะบนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น และเลือกใช้ที่สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมของประเทศ และการพัฒนาจากภูมิปัญญาของเราด้วย
5)
ด้านเศรษฐกิจ แต่เดิมนักพัฒนามุ่งแต่การเพิ่มรายได้
และไม่มีการมุ่งที่จะลดรายจ่ายในเวลาเช่นนี้ ต้องปรับทิศทางใหม่
คือต้องมุ่งลดรายจ่ายก่อนเป็นสำคัญ และยึดหลัก พอ อยู่
พอกิน พอใช้ หลังจากนั้น จึงคิดหารายได้ ในลักษณะค่อย เป็นค่อยไป หลีกเลี่ยงจาก การก่อหนี้
โดยไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า และพยายามลดความเสี่ยงด้านต่าง ๆเศรษฐกิจดี
สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน
ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
1-8 คนไทยตามกระแสตะวันตกที่วัดกันด้วยเงินตราและความเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจ โดยละทิ้งหลักการเชิงพุทธ ความพอดี ทางสายกลาง และสิ่งที่คนไทยถนัดและเป็นเจ้าของความร่ำรวยมหาศาล
จากอดีตที่ผ่านมาเราต้องควักเงินทุนลงไป เราตัดไม้ขายจนหมด ขายดิน น้ำ ลม ไฟ ทรัพยากรในประเทศเกือบหมด…!
เราไม่เคยดูบัญชีรายจ่ายที่สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ
ดูแต่บัญชีรายได้ จึงได้คำมา 3 คำ คือเศรษฐกิจดี
สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน ...
แนวคิด หลักการ และเงื่อนไข
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
¨แนวคิด ทางสายกลาง แนวทางการดำรงอยู่
การปฏิบัติตน ในทุกระดับ
ครอบครัว
ชุมชน รัฐ -
ในการพัฒนา บริหารประเทศ
¨หลักการ พอประมาณ มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี มีเหตุผล
ความรอบรู้ ความรู้ในตัวคน ในหลักวิชา รอบคอบ
ระมัดระวัง
¨เงื่อนไข คุณธรรม
ซื่อสัตย์ สุจริต
ความเพียร อดทน ขยันหมั่นเพียร มีสติ
วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557
บทที่่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ต่อ 2)
แนวคิด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ได้พัฒนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้พสกนิกรชาวไทยได้เข้าถึงทางสายกลางของชีวิตและเพื่อคงไว้ซึ่งทฤษฏีของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ทฤษฎีนี้เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตซึ่งอยู่ระหว่าง สังคมระดับท้องถิ่นและตลาดระดับสากลจุดเด่นของแนวปรัชญานี้คือ
แนวทางที่สมดุล โดยชาติสามารถทันสมัย และก้าวสู่ความเป็นสากลได้
โดยปราศจากการต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญในช่วงปี พ.ศ.
2540 เมื่อปีที่ประเทศไทยต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพเพื่อที่จะยืนหยัดในการพึ่งตนเองและพัฒนานโยบายที่สำคัญเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
โดยการสร้างแนวคิดเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้
ซึ่งคนไทยจะสามารถเลี้ยงชีพโดยอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า
มันไม่ได้มีความจำเป็นที่เราจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIC) พระองค์ได้ทรงอธิบายว่า ความพอเพียงและการพึ่งตนเอง คือทางสายกลางที่จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงความไม่มั่นคงของประเทศได้เศรษฐกิจพอเพียงเชื่อว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมของชมชุนให้ดีขึ้นโดยมีปัจจัย
2 อย่างคือ
ผลที่เกิดขึ้นคือ
- เศรษฐกิจพอเพียงสามารถที่จะคงไว้ซึ่งขนาดของประชากรที่ได้สัดส่วน
- ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
ปัจจุบันแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้มีการนำไปใช้เป็นนโยบายของรัฐบาล
และปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
- พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 ๔
“...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขาจะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งใหม่แต่เราอยู่ อย่างพอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ ช่วยกันรักษาส่วนร่วม ให้อยู่ที่พอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้ไปจากเราได้...”
- พระราชกระแสรับสั่งในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก่ผู้เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาแต่พระพุทธศักราช 2517
“การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน
แบบพอมีพอกิน
หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง”
-
พระราชดำรัส " เศรษฐกิจแบบพอเพียง" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานเมื่อวันที่ 4
ธันวาคม พ.ศ.
2540
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง
ที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับรัฐ
ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง
และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน
ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง
ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการประหยัด
แต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม
"3 ห่วง 2เงื่อนไข"
ที่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านช่องทางต่าง ๆ
อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน"
บนเงื่อนไข "ความรู้ และ คุณธรรม"
อภิชัย พันธเสน ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม ได้จัดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็น "ข้อเสนอในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวทางของพุทธธรรมอย่างแท้จริง" ทั้งนี้เนื่องจากในพระราชดำรัสหนึ่ง ได้ให้คำอธิบายถึง เศรษฐกิจพอเพียง ว่า " คือความพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภมาก และต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น" ระบบเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้บุคคลสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน
และใช้จ่ายเงินให้ได้มาอย่างพอเพียงและประหยัด ตามกำลังของเงินของบุคคลนั้น
โดยปราศจากการกู้หนี้ยืมสิน และถ้ามีเงินเหลือ ก็แบ่งเก็บออมไว้บางส่วน
ช่วยเหลือผู้อื่นบางส่วน และอาจจะใช้จ่ายมาเพื่อปัจจัยเสริมอีกบางส่วน (ปัจจัยเสริมในที่นี้เช่น
ท่องเที่ยว ความบันเทิง เป็นต้น) สาเหตุที่แนวทางการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง
ได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้
เพราะสภาพการดำรงชีวิตของสังคมทุนนิยมในปัจจุบันได้ถูกปลูกฝัง สร้าง หรือกระตุ้น
ให้เกิดการใช้จ่ายอย่างเกินตัว ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินกว่าปัจจัยในการดำรงชีวิต
เช่น การบริโภคเกินตัว ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบความสวยความงาม
การแต่งตัวตามแฟชั่น การพนันหรือเสี่ยงโชค เป็นต้น
จนทำให้ไม่มีเงินเพียงพอเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น
ส่งผลให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน เกิดเป็นวัฏจักรที่บุคคลหนึ่งไม่สามารถหลุดออกมาได้
ถ้าไม่เปลี่ยนแนวทางในการดำรงชีวิต
คำว่า ปรัชญา
ปรัชญา เป็นคำภาษาไทย ตรงกับคำบาลีว่า
“ปัญญา”
ภาษาอังกฤษว่า Philosophy แปลว่า การรักความรู้ หรือ
ระเบียบวิธีการคิดและการสืบสวนหาความจริงอย่างมีเหตุผล
เพลโตนักปรัชญาคนสำคัญให้คำอธิบายปรัชญาว่า “ความประหลาดใจ” ปัจจุบันนี้วงการศึกษาปรัชญา ถือว่าปรัชญาเกิดจาก “ความสงสัย” เช่น ชีวิตคืออะไร ผลกรรมมีหรือไม่ อะไรเป็นคุณค่าสูงสุดแห่งชีวิตมนุษย์
เอกภพนี้เป็นเอกภพแห่งความคิด หรือเอกภพแห่สสาร เป็นต้น เพื่อความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ดียิ่งขึ้น
คำว่า ความพอเพียง
ความพอเพียง คือ
ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และรวมถึงความจําเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร
ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก และภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้
ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนําวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดําเนินการทุกขั้นตอน
และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐนักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสํานึกในคุณธรรม
ความซื่อสัตย์สุจริต และใหญ่มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดําเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร
มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้ง ด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
(ประมวลและกลั่นกรองจากพระราชดํารัสของพระบาทสม
เด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งพระราชทานในวโรกาส ต่างๆ รวมทั้งพระราชดํารัสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นําไปเผยแพร่ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่าย
และประชาชนโดยทั่วไป )
อันนี้เคยบอกว่า ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวจะต้องทอผ้าใส่เอง
อย่างนั้นมันเกินไปแต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอําเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่
ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก
(พระราชดํารัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2540 )
เศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า Sufficiency Economy คําว่า
Sufficiency Economy นี้ไม่มีในตําราเศรษฐกิจ จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่
Sufficiency Economy นั้นไม่มีในตําราเพราะหมายความ ว่าเรามีความคิดใหม่… และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ
ก็หมายความว่าเราก็สามารถที่จะปรับปรุง หรือไปใช้หลักการเพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกพัฒนาดีขึ้น
(พระราชดํารัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 23 ธันวาคม 2542)
กระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ทรงได้พระราชทานแก่คณะผู้แทนสมาคมองค์การศาสนา ครู นักเรียน นักศึกษา
ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗ ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา
ความตอนหนึ่งว่า “ ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้บ้านเมืองพออยู่ พอกิน มีความสงบ และทำงานตามอธิษฐาน ปณิธาน
จุดมุ่งหมายในแง่นี้ ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยพออยู่ พอกิน ไม่ใช้รุ่งเรืองอย่างยอด
ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำ พอควร พออยู่ พอกิน มีความสงบ ”
ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง
ในการค้นหาความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น โดยทั่วไปแล้วสามารถทําได้
๒ วิธีคือ
๑. คิดค้นหาความหมายจากเชิงทฤษฎี (Deductive)
๒.
กลั่นกรองความหมายโดยการนําประสบการณ์ที่มีอยู่มาสังเคราะห์ (Inductive)
เพื่อถอดออกมาเป็นข้อคิดและหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง
การสัมมนาครั้งนี้ได้ถอดความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้วิธีการแบบหลัง คือกลั่นกรองข้อคิดจากประสบการณ์
ของผู้ปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยเชิญผู้นําชุมชนจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับกิจกรรมที่ชุมชนของตนเองทําอยู่
ในส่วนที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แล้วแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง
ตามความ เข้าใจของแต่ละคน ผ่านประสบการณ์ที่เกิดจากกิจกรรมและแนวทางปฏิบัติในแต่ละชุมชน “ เศรษฐกิจพอเพียง
” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า
๓๔ ปี ตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจและภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้อยู่รอดพ้น
และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
“...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด...”
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริจึงประกอบด้วยหลักการ หลักวิชาการ และ
หลักธรรมหลายประการ
ดังต่อไปนี้
๑) เป็นปรัชญาแนวทางการดำรงอยู่และการปฎิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ
ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม
๒) เป็นปรัชญาในการพัฒนาและการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง
๓) จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัฒน์
เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
๔) ความพอเพียง หมายถึงความพอประมาณ ความีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อผลกระทบใด
ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก
๕) จะต้องอาศัย ความรอบรู้ ความรอบคอบ
และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ
มาใช้ในการว่างแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน
๖) จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี
และนักธุรกิจทุกระดับ ให้มีจิตสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต
และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา
และความรอบคอบ
ประวัติความเป็นมาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ประวัติความเป็นมาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราโชวาทแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เน้นการพัฒนาประเทศที่ต้องสร้างฐานความพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน
โดยเน้นความหมายของการพอมีพอกิน
ซึ่งปรากฏอีกครั้งในพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนพรรษา วันพุธที่ ๔ ธันวาคม
๒๕๑๗ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของข้อเสนอ
“เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency
Economy) ที่ชัดเจนในเวลาต่อมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสพระราชดำรัสที่พระองค์ทรงพระราชทานอย่างชัดเจนเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันศุกร์ที่
๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ณ ศาลาดุสิดาลัย
สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต ซึ่งอธิบายว่า “ พอเพียง ” คือ
๑. พอประมาณ ๒. ซื่อตรง
๓. ไม่โลภมาก ๔. ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อเสนอในการดำเนินกิจการทางเศรษฐกิจตามแนวทางของพุทธธรรมอย่างแท้จริง
โดยที่พระองค์ได้ทดลองปฎิบัติตามแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
มาก่อนหน้าที่จะมีพระราชดำรัสในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว
ภายหลังจากที่พระราชดำรัสมิได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลในยุคนั้นเท่าที่ควร
พระองค์ได้ทรงศึกษาค้นคว้าหารูปธรรมของรูปแบบที่ปฎิบัติได้จริง รูปธรรมหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ
การเกษตรทฤษฎีใหม่ และได้นำเสนอรูปแบบดังกล่าวต่อพสกนิกรของพระองค์เป็นครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ทื่
๔ ธันวาคม ๒๕๓๗ ณ
ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต
หลังจากนั้นได้รับสั่งในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันนี้ต่อเนื่องติดต่อกันทุกปี
จนล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ยังทรงพระราชกระแสรับสั่งในเรื่องดังกล่าว
อันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศตามแนวพุทธธรรม๑
ข้อความสำคัญตอนหนึ่งของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระราชทานเป็นครั้งแรกแก่นิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ว่า
“… การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นต้องสร้างพื้นฐาน
คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน
โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอควรและปฎิบัติได้แล้ว
จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป
หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว
โดยไม่ให้แผนปฎิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย
ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น
ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด
ดังเห็นได้ที่อารยประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้...” ๒
และข้อความที่สำคัญอีกตอนหนึ่งแห่งพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่ผู้ที่ไปเข้าเฝ้าฯ
เพื่อถวายพระพรชัยมงคล ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔
ธันวาคม ๒๕๑๗ ความว่า “…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา
จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่
แต่เราอยู่พอมีพอกิน และให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน
มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธานในทางนี้
ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ
ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...”
ในประเทศไทยเรานั้นมีกระแสเศรษฐศาสตร์ทางเลือกอันเป็นที่รับรู้กันแพร่หลายมานานมากแล้ว
ทั้งในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ
เศรษฐศาสตร์ในแนวสีเขียวที่เน้นความยั่งยืน เศรษฐกิจพื้นฐาน
เศรษฐกิจพึ่งตนเอง เศรษฐกิจชุมชน
รวมถึงการมีอาชีพที่อยู่นอกกระแสการตลาดอย่างเกษตรยั่งยืนเกษตรผสมผสาน
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นก็อยู่ในลักษณะที่กระจัดกระจายไม่ได้รับการยอมรับมากนัก
จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน
ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนาในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยโดยตรงมาอย่างยาวนาน
ได้ทรงสรุปประสบการณ์ดังกล่าวออกมาเป็นพระราชดำรัสเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียง”
จึงได้จุดกระแสให้เกิดการยอมรับอย่างกว้างขวาง
บรรจุอยู่ในแผนงานของราชการในหน่วยงานและรับการผลักดันอย่างจริงจัง เช่น
กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น และที่สำคัญ คือ
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙ และที่ ๑๐ก็ได้นำเอาปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศด้วย
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดํารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงอย่างมีเหตุผลในทุกระดับ
ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศใหญ่ดําเนินไปในทางสายกลาง
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวหน้าทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นโลกยุคใหม่ด้านข้อมูลข่าวสารที่สามารถติดต่อกันได้
ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก การบริโภคและ อุปโภคที่มากเกินไปก็จะเป็นอันตรายได้เช่นกันความพอเพียง
เป็นสิ่งที่ดีสำหรับสังคมที่มีสติสมบูรณ์และมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อครอบครัวที่รู้จักตนเองในการดำเนินชีวิตใหัมีความสุขในทุก
ๆ ด้าน เหมาะสมตามฐานะของตน
เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ
2517และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ
2540 ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศไทย
ให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในทางการเมืองของไทยแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาอำนาจนำ
ด้านอุดมการณ์ ในฐานะ "กษัตริย์นักพัฒนา"
ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง
สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำและผลิตซ้ำโดยสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น
สถาบันการศึกษาหน่วยงานราชการ
สื่อมวลชนส่งผลให้เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ และการพยายามตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมในการพัฒนาโดยปัญญาชนอย่าง
ประเวศ วะสี, เสน่ห์
จามริก, อภิชัย พันธเสน และ ฉัตรทิพย์
นาถสุภา
ซึ่งเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชน โดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 ก็ได้ช่วยให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงขยายครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของสังคม
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ
มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9)
พ.ศ (.
2545-2549 [3][5] และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่
เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.
2542ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูสูงสุดจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ[6] และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน[7] มีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ หลายคนเห็นด้วย และเชิดชู
แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ในขณะที่มีการตั้งคำถามถึงการยกย่องนี้
รวมทั้งความน่าเชื่อถือของรายงานศึกษาและท่าทีของสหประชาชาติ ในบางสื่อ ดูเพิ่มที่
(การเชิดชู การวิพากษ์)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

.jpg)
.jpg)
