วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข



อธิษฐาน คือ การไม่เผลอสติ




                      อธิษฐานมี 3 ระดับ
1. อธิษฐานปกติ เช่น บอกใจในใจว่าวันนี้เราจะพยายามไม่เผลอสติ
2. อธิษฐานมากกว่าปกติ เช่น บอกใจในใจว่าวันนี้เราจะตั้งใจพยายามให้มากในการระมัดระวังไม่ให้เผลอสติ
3. อธิษฐานมากที่สุด เช่น บอกใจในใจว่าวันนี้เราตั้งใจตั้งมั่นไม่ให้เผลอ
สติ


                     ไม่เผลอสติ ทำ   หน้าที่อย่างขยัน ซื่อสัตย์ นศ.ป.ตรี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม.กทม.
 ภาพจาก อ.อารีย์ คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการทั่วไป กำลังรับสมัครนักศึกษาใหม่ โทร 08-6983-6514 (ปกติ)

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

10 ประโยคที่ไม่ควรพูดกับพ่อแม่นะจ้า คำสอนจากศาสนาอิสลาม

                                                             บทความดีๆ อิสลามสอนคุณ

                                                   10 ประโยคที่ไม่ควรพูดกับพ่อแม่นะจ้า  
#1.พอแล้วๆ รู้แล้ว จู้จี้จริงๆ พูดอยู่นั่นแหละ!
#2.มีอะไรอีกไหม ไม่มีอะไร จะวางสายละนะ!   (ที่พ่อแม่โทรมา ก็เพราะอยากจะได้ยินเสียงลูก อยากถามไถ่ความเป็นอยู่ อย่าได้เห็นเป็นเรื่องน่ารำคาญ ทีพูดกับเพื่อนกับแฟนยังพูดได้เป็นชั่วโมง)
#3.พูดยังไงพ่อกับแม่ก็ไม่เข้าใจหรอก ไม่ต้องถามแล้วนะ!
#4.บอกพ่อกับแม่กี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำ ถึงทำไปก็ไม่เห็นจะดีอะไรเลย!  (พ่อแม่แก่เฒ่า มีใจแต่ไร้กำลัง แต่การที่พูดแบบไม่คิดอย่างนี้ กลับกลายเป็นการทำร้ายจิตใจของท่านแทน)
#5.ความคิดแบบนี้มันโบราณไปแล้ว ยุคนี้ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก!  (คำแนะนำของพ่อแม่อาจจะช่วยอะไรเราไม่ได้ แต่ทำไมเราไม่เปลี่ยนมาเป็นรับฟัง อย่างน้อยอาจมีสิ่งดีๆที่เราคาดไม่ถึง ออกมาจากประสบการณ์ของพ่อแม่ก็เป็นได้)
#6.บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องเข้ามาจัดห้อง เห็นไหมล่ะ! หาของไม่เจออีกแล้ว วันหลังไม่ต้องยุ่ง! (ห้องรก ต้องรู้จักจัดเก็บ ไม่จัดเก็บให้ดี ก็อย่าได้โทษพ่อกับแม่)
#7.ผมรู้ว่าผมจะกินอะไร วันหลังไม่ต้องทำเผื่อ!  (พ่อแม่เฝ้ารอคอยลูกๆกลับบ้าน ความรักความอาทรถูกเติมลงไปในอาหารที่ทำ จงรับเอาความห่วงหาอาทรนี้ไว้เถิด อย่าทำร้ายน้ำใจของท่านเลย มีคนจำนวนเท่าไหร่ที่อยากทานอาหารที่พ่อแม่ปรุงให้ แต่ไม่มีโอกาสนั้นแล้ว!)
#8.บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ากินของที่เหลือ บอกแล้วไม่รู้จักจำ   (พ่อแม่ประหยัดกินประหยัดใช้จนเป็นนิสัย บอกท่านทำให้น้อยลง ดีกว่าให้ท่านเป็นคนเก็บของเก่ามากินเอง)
#9.ผมโตแล้ว ผมรู้ว่าผมจะต้องทำยังไง พูดอยู่ได้ รำคาญ!
#10.ของเก่าๆพวกนี้เก็บไว้ทำไม รกบ้านเปล่าๆ ใช้การอะไรก็ไม่ได้!  (มันอาจจะไร้ค่าสำหรับเรา แต่มันอาจมีค่าสำหรับพ่อแม่ของแต่ละชิ้น ล้วนมีประวัติศาสตร์ เราไม่ดีใจเหรอ ของที่เราใช้ในตอนเด็ก วันนี้มันยังอยู่กับเรา?)
10 ประโยคนี้ เราอาจเคยพูดกับพ่อแม่ คุณๆทั้งหลายครับ อย่ารอจนถึงวันที่เรารู้คุณค่าแ
ต่ท่านไม่อยู่เสียแล้ว...

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คำกล่าวถวายสังฆทาน

คำถวายสังฆทาน (ถวายเพื่อความสุขความเจริญ )
        อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุ สังโฆ   อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารนิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ .
       ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย ซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวาร ทั้งหลายเหล่านี้แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวารทั้งหลาย เหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ.

วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 2 เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและชุมชน


                                                   Chapter 2   
         Sufficiency Economy and Economic, Social and Community Developments

การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง คือ อะไร
                        เศรษฐกิจพอเพียง(Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดรวมถึงการพัฒนาและบริหารประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ทางสายกลาง คำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ
                         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานปรัชญานี้ให้แก่คนไทยมานานกว่า 25 ปีแล้ว และรัฐบาลได้ถือเอาปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในแผนพัฒนาเเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 -2549)  ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลง
          (1) ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง
          (2) การเปลี่ยนแปลงเกิดจากเหตุปัจจัย
               - ทั้งเหตุปัจจัยภายนอกและเหตุปัจจัยภายใน
               - ทั้งเหตุปัจจัยที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้
          (3) การเปลี่ยนแปลงอาจปรากฎเป็นวงจร
                - มีทั้งขาขึ้นและขาลง
                - อะไรคือเหตุปัจจัยของขาขึ้น?
                - อะไรคือเหตุปัจจัยของขาลง ?
                - เราจะคาดหมายและควบคุมได้และควบคุมไม่ได้แค่ไหน ?
          ( 4) ในปัจุจบันและอนาคต การเปลี่ยนแปลงจะยิ่งเกิดผลกระทบที่เร็ว- รุนแรงและกว้างขวาง
           (5) ผลกระทบนั้นมีทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
 2. ปรัชญา
          (1) แนวคิดหลักคือทางสายกลาง
          (2) องค์ประกอบของความพอเพียง ได้แก่
                ก. ความพอประมาณ
                ข.ความมีเหตุผล
                ค. ความจำเป็นที่ต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อัน 
                    เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก
3. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
              (1)  ต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี
                    และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต
              (2) ให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม
                    - ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร
                    - มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ
              (3) ในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ปฏิบัตินั้น จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความ
                    รอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและ
                     การดำเนินการทุกขั้นตอน
  4. การประยุกต์ใช้
              (1) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรูปแบบของ เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้ ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับเกษตรกรไทยที่มีที่ดินทำกินเพียงครอบครัวละ 15 ไร่
              (2) การประยุกต์ใช้ปรัชญานี้ในด้านต่าง ๆ และระดับต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุขและอื่น ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ หากเอา ศกพ. มาประยุกต์ใช้จะก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินธุรกิจ ๗ ประการ                 
                  2.1 ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม คือ ราคาไม่แพง แต่ถูกหลักวิชาการมีขนาดการผลิตที่เหมาะสม      
                           สอดคล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการ
             2.2 ไม่โลภจนเกินไป และไม่เน้นกำไรระยะสั้นเป็นหลัก
                  2.3 ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ลูกค้า แรงงาน และผู้จำหน่ายวัตถุดิบ
            2.4  เน้นการกระจายความเสี่ยงจากการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และปรับเปลี่ยนผลผลิตได้ง่าย
                  2.5  เน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำไม่ก่อหนี้จนเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ
                 2.6  เน้นการตอบสนองตลาดภายในท้องถิ่น ภูมิภาค ตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ
                         ตามลำดับ
                          ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล (2541)  ได้ให้ความหมายเศรษฐกิจพอเพียงไว้ว่า  หมายถึง ความสามารถของชุมชนเมือง รัฐ ประเทศ หรือ ภูมิภาคหนึ่งๆ ในการผลิตสินค้า และบริการทุกชนิด ในการเลี้ยงสังคมนั้นๆ ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยต่าง ๆ ที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ และเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล คือความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน    มีความเป็นอยู่อย่างพอประมาณ ตามฐานะ ตามอัตภาพ และที่สำคัญ   ไม่หลงใหลไปตามกระแสวัตถุนิยม    มีอิสรภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด กล่าวโดยสรุป คือ หันกลับมายึดเส้นทางสายกลางในการดำรงชีวิตที่ส่งผลให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยมีหลักการพึ่งพาตนเอง   5   ประการ คือ
          1) ด้านจิตใจ ทำให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มีจิตสำนึกที่ดี สร้างสรรค์ให้ตนเองและประเทศชาติโดยรวม    มีจิตใจเอื้ออาทร   ประนีประนอม   เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
          2) ด้านสังคมแต่ละชุมชนต้องช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายชุมชนที่ แข็งแรง อิสระ
         3) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ใช้และจัดการอย่างชาญฉลาดพร้อมทั้งหาทางเพิ่มคุณค่า โดยให้ยึดอยู่บนหลักการของความยั่งยืน 
        4) ด้านเทคโนโลยี   จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว   เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่มีทั้งดี และไม่ดี   จึงต้องแยกแยะบนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น และเลือกใช้ที่สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมของประเทศ  และการพัฒนาจากภูมิปัญญาของเราด้วย
       5) ด้านเศรษฐกิจ  แต่เดิมนักพัฒนามุ่งแต่การเพิ่มรายได้ และไม่มีการมุ่งที่จะลดรายจ่ายในเวลาเช่นนี้   ต้องปรับทิศทางใหม่ คือต้องมุ่งลดรายจ่ายก่อนเป็นสำคัญ และยึดหลัก พอ อยู่ พอกิน พอใช้ หลังจากนั้น จึงคิดหารายได้ ในลักษณะค่อย เป็นค่อยไป  หลีกเลี่ยงจาก การก่อหนี้ โดยไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า และพยายามลดความเสี่ยงด้านต่าง ๆเศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน
        ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-8 คนไทยตามกระแสตะวันตกที่วัดกันด้วยเงินตราและความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ โดยละทิ้งหลักการเชิงพุทธ ความพอดี ทางสายกลาง และสิ่งที่คนไทยถนัดและเป็นเจ้าของความร่ำรวยมหาศาล จากอดีตที่ผ่านมาเราต้องควักเงินทุนลงไป เราตัดไม้ขายจนหมด ขายดิน น้ำ ลม ไฟ ทรัพยากรในประเทศเกือบหมด…! เราไม่เคยดูบัญชีรายจ่ายที่สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ดูแต่บัญชีรายได้ จึงได้คำมา 3 คำ คือเศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน ...

แนวคิด หลักการ และเงื่อนไข

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
¨แนวคิด      ทางสายกลาง แนวทางการดำรงอยู่ การปฏิบัติตน ในทุกระดับ
                      ครอบครัว  ชุมชน  รัฐ  -  ในการพัฒนา บริหารประเทศ
¨หลักการ     พอประมาณ     มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี     มีเหตุผล
                       ความรอบรู้  ความรู้ในตัวคน ในหลักวิชา รอบคอบ ระมัดระวัง
¨เงื่อนไข       คุณธรรม    ซื่อสัตย์ สุจริต       

                       ความเพียร   อดทน ขยันหมั่นเพียร   มีสติ

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



บทที่่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ต่อ 2)

แนวคิด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พัฒนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้พสกนิกรชาวไทยได้เข้าถึงทางสายกลางของชีวิตและเพื่อคงไว้ซึ่งทฤษฏีของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทฤษฎีนี้เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตซึ่งอยู่ระหว่าง สังคมระดับท้องถิ่นและตลาดระดับสากลจุดเด่นของแนวปรัชญานี้คือ แนวทางที่สมดุล โดยชาติสามารถทันสมัย และก้าวสู่ความเป็นสากลได้ โดยปราศจากการต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญในช่วงปี พ.. 2540 เมื่อปีที่ประเทศไทยต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพเพื่อที่จะยืนหยัดในการพึ่งตนเองและพัฒนานโยบายที่สำคัญเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยการสร้างแนวคิดเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ ซึ่งคนไทยจะสามารถเลี้ยงชีพโดยอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า มันไม่ได้มีความจำเป็นที่เราจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIC) พระองค์ได้ทรงอธิบายว่า ความพอเพียงและการพึ่งตนเอง คือทางสายกลางที่จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงความไม่มั่นคงของประเทศได้เศรษฐกิจพอเพียงเชื่อว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมของชมชุนให้ดีขึ้นโดยมีปัจจัย 2 อย่างคือ
         1.  การผลิตจะต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่าง ปริมาณผลผลิตและการบริโภค
         2. ชุมชนจะต้องมีความสามารถในการจัดการทรัพยากรของตนเอง

ผลที่เกิดขึ้นคือ
     -  เศรษฐกิจพอเพียงสามารถที่จะคงไว้ซึ่งขนาดของประชากรที่ได้สัดส่วน
     -  ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
     -  รักษาสมดุลของระบบนิเวศ และปราศจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก
ปัจจุบันแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้มีการนำไปใช้เป็นนโยบายของรัฐบาล และปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

 พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.. 2517
          “...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขาจะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งใหม่แต่เราอยู่ อย่างพอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ ช่วยกันรักษาส่วนร่วม ให้อยู่ที่พอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้ไปจากเราได้...

พระราชกระแสรับสั่งในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก่ผู้เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาแต่พระพุทธศักราช 2517  
             การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง

- พระราชดำรัส " เศรษฐกิจแบบพอเพียง"  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.. 2540
              เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม "3 ห่วง 2เงื่อนไข" ที่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านช่องทางต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ    "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน"  
บนเงื่อนไข  "ความรู้ และ คุณธรรม"
                อภิชัย พันธเสน  ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม ได้จัดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็น "ข้อเสนอในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวทางของพุทธธรรมอย่างแท้จริง" ทั้งนี้เนื่องจากในพระราชดำรัสหนึ่ง ได้ให้คำอธิบายถึง เศรษฐกิจพอเพียง ว่า " คือความพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภมาก และต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น" ระบบเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้บุคคลสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน และใช้จ่ายเงินให้ได้มาอย่างพอเพียงและประหยัด ตามกำลังของเงินของบุคคลนั้น โดยปราศจากการกู้หนี้ยืมสิน และถ้ามีเงินเหลือ ก็แบ่งเก็บออมไว้บางส่วน ช่วยเหลือผู้อื่นบางส่วน และอาจจะใช้จ่ายมาเพื่อปัจจัยเสริมอีกบางส่วน (ปัจจัยเสริมในที่นี้เช่น ท่องเที่ยว ความบันเทิง เป็นต้น) สาเหตุที่แนวทางการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เพราะสภาพการดำรงชีวิตของสังคมทุนนิยมในปัจจุบันได้ถูกปลูกฝัง สร้าง หรือกระตุ้น ให้เกิดการใช้จ่ายอย่างเกินตัว ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินกว่าปัจจัยในการดำรงชีวิต เช่น การบริโภคเกินตัว ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบความสวยความงาม การแต่งตัวตามแฟชั่น การพนันหรือเสี่ยงโชค เป็นต้น จนทำให้ไม่มีเงินเพียงพอเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน เกิดเป็นวัฏจักรที่บุคคลหนึ่งไม่สามารถหลุดออกมาได้ ถ้าไม่เปลี่ยนแนวทางในการดำรงชีวิต

คำว่า  ปรัชญา
                     ปรัชญา เป็นคำภาษาไทย  ตรงกับคำบาลีว่า ปัญญา ภาษาอังกฤษว่า  Philosophy แปลว่า การรักความรู้ หรือ ระเบียบวิธีการคิดและการสืบสวนหาความจริงอย่างมีเหตุผล เพลโตนักปรัชญาคนสำคัญให้คำอธิบายปรัชญาว่า ความประหลาดใจ ปัจจุบันนี้วงการศึกษาปรัชญา ถือว่าปรัชญาเกิดจาก ความสงสัย เช่น ชีวิตคืออะไร ผลกรรมมีหรือไม่ อะไรเป็นคุณค่าสูงสุดแห่งชีวิตมนุษย์ เอกภพนี้เป็นเอกภพแห่งความคิด หรือเอกภพแห่สสาร เป็นต้น เพื่อความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ดียิ่งขึ้น

 คำว่า  ความพอเพียง
                         ความพอเพียง คือ  ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และรวมถึงความจําเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก และภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนําวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดําเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐนักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสํานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และใหญ่มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดําเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้ง  ด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี  (ประมวลและกลั่นกรองจากพระราชดํารัสของพระบาทสม เด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งพระราชทานในวโรกาส       ต่างๆ รวมทั้งพระราชดํารัสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นําไปเผยแพร่ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่าย และประชาชนโดยทั่วไป )

                            อันนี้เคยบอกว่า ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวจะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไปแต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอําเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก       
                                                   (พระราชดํารัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2540 )

                            เศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า Sufficiency Economy คําว่า Sufficiency Economy นี้ไม่มีในตําราเศรษฐกิจ จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่ Sufficiency Economy นั้นไม่มีในตําราเพราะหมายความ    ว่าเรามีความคิดใหม่และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่าเราก็สามารถที่จะปรับปรุง หรือไปใช้หลักการเพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกพัฒนาดีขึ้น
                                                    (พระราชดํารัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 23 ธันวาคม 2542)

                        กระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทรงได้พระราชทานแก่คณะผู้แทนสมาคมองค์การศาสนา ครู นักเรียน นักศึกษา ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗ ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา ความตอนหนึ่งว่า  ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้บ้านเมืองพออยู่ พอกิน    มีความสงบ และทำงานตามอธิษฐาน ปณิธาน จุดมุ่งหมายในแง่นี้ ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยพออยู่ พอกิน  ไม่ใช้รุ่งเรืองอย่างยอด ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำ พอควร พออยู่ พอกิน มีความสงบ

ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง
            ในการค้นหาความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น โดยทั่วไปแล้วสามารถทําได้ ๒ วิธีคือ
๑.     คิดค้นหาความหมายจากเชิงทฤษฎี (Deductive)
๒.    กลั่นกรองความหมายโดยการนําประสบการณ์ที่มีอยู่มาสังเคราะห์ (Inductive)
เพื่อถอดออกมาเป็นข้อคิดและหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง การสัมมนาครั้งนี้ได้ถอดความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้วิธีการแบบหลัง คือกลั่นกรองข้อคิดจากประสบการณ์ ของผู้ปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยเชิญผู้นําชุมชนจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับกิจกรรมที่ชุมชนของตนเองทําอยู่ ในส่วนที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แล้วแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง ตามความ เข้าใจของแต่ละคน ผ่านประสบการณ์ที่เกิดจากกิจกรรมและแนวทางปฏิบัติในแต่ละชุมชน   เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๓๔  ปี ตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจและภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้อยู่รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
                   
         หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
 “...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด...
                         ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริจึงประกอบด้วยหลักการ หลักวิชาการ และ  
                      หลักธรรมหลายประการ ดังต่อไปนี้
๑)     เป็นปรัชญาแนวทางการดำรงอยู่และการปฎิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม
๒)    เป็นปรัชญาในการพัฒนาและการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง
๓)    จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัฒน์ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
๔)    ความพอเพียง หมายถึงความพอประมาณ ความีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก
๕)    จะต้องอาศัย ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการว่างแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน
๖)     จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจทุกระดับ ให้มีจิตสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ


ประวัติความเป็นมาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

       ประวัติความเป็นมาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
      เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราโชวาทแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เน้นการพัฒนาประเทศที่ต้องสร้างฐานความพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน โดยเน้นความหมายของการพอมีพอกิน ซึ่งปรากฏอีกครั้งในพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนพรรษา วันพุธที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของข้อเสนอ เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy)  ที่ชัดเจนในเวลาต่อมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสพระราชดำรัสที่พระองค์ทรงพระราชทานอย่างชัดเจนเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑  ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต ซึ่งอธิบายว่า พอเพียง   คือ
         ๑. พอประมาณ                  ๒. ซื่อตรง
                      ๓. ไม่โลภมาก                   ๔.  ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อเสนอในการดำเนินกิจการทางเศรษฐกิจตามแนวทางของพุทธธรรมอย่างแท้จริง โดยที่พระองค์ได้ทดลองปฎิบัติตามแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม มาก่อนหน้าที่จะมีพระราชดำรัสในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว ภายหลังจากที่พระราชดำรัสมิได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลในยุคนั้นเท่าที่ควร พระองค์ได้ทรงศึกษาค้นคว้าหารูปธรรมของรูปแบบที่ปฎิบัติได้จริง  รูปธรรมหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ การเกษตรทฤษฎีใหม่ และได้นำเสนอรูปแบบดังกล่าวต่อพสกนิกรของพระองค์เป็นครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ทื่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๗  ณ  ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต หลังจากนั้นได้รับสั่งในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันนี้ต่อเนื่องติดต่อกันทุกปี จนล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ยังทรงพระราชกระแสรับสั่งในเรื่องดังกล่าว อันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศตามแนวพุทธธรรม               
                          ข้อความสำคัญตอนหนึ่งของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานเป็นครั้งแรกแก่นิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗  ว่า
(๑ อภิชัย  พันธเสน พุทธเศรษฐศาสตร์ใน การสัมมนาทางวิชาการ โครงการปราชญ์ เพื่อแผ่นดิน ครั้งที่ ๒ เรื่องฐานปัญญาไทยในโลกสากล จัดโดยราชบัณฑิตยสถาน กระทรวงศึกษาธิการ และศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร มหาวิทยาลัยศิลปกร, กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๓, หน้า ๑๒๖ - ๑๒๗)
 “… การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอควรและปฎิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฎิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้... และข้อความที่สำคัญอีกตอนหนึ่งแห่งพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่ผู้ที่ไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายพระพรชัยมงคล  ณ  ศาลาดุสิดาลัย     สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗ ความว่า “…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...
                           ในประเทศไทยเรานั้นมีกระแสเศรษฐศาสตร์ทางเลือกอันเป็นที่รับรู้กันแพร่หลายมานานมากแล้ว ทั้งในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ  เศรษฐศาสตร์ในแนวสีเขียวที่เน้นความยั่งยืน เศรษฐกิจพื้นฐาน เศรษฐกิจพึ่งตนเอง  เศรษฐกิจชุมชน รวมถึงการมีอาชีพที่อยู่นอกกระแสการตลาดอย่างเกษตรยั่งยืนเกษตรผสมผสาน แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นก็อยู่ในลักษณะที่กระจัดกระจายไม่ได้รับการยอมรับมากนัก จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนาในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยโดยตรงมาอย่างยาวนาน ได้ทรงสรุปประสบการณ์ดังกล่าวออกมาเป็นพระราชดำรัสเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง จึงได้จุดกระแสให้เกิดการยอมรับอย่างกว้างขวาง บรรจุอยู่ในแผนงานของราชการในหน่วยงานและรับการผลักดันอย่างจริงจัง เช่น กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น และที่สำคัญ คือ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙ และที่ ๑๐ก็ได้นำเอาปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศด้วย 
     เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดํารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงอย่างมีเหตุผลในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศใหญ่ดําเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวหน้าทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นโลกยุคใหม่ด้านข้อมูลข่าวสารที่สามารถติดต่อกันได้ ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก การบริโภคและ อุปโภคที่มากเกินไปก็จะเป็นอันตรายได้เช่นกันความพอเพียง เป็นสิ่งที่ดีสำหรับสังคมที่มีสติสมบูรณ์และมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อครอบครัวที่รู้จักตนเองในการดำเนินชีวิตใหัมีความสุขในทุก ๆ ด้าน เหมาะสมตามฐานะของตน
                      เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy)  เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ. 2517และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4   ธันวาคม พ. 2540   ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ   2540     เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในทางการเมืองของไทยแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาอำนาจนำ ด้านอุดมการณ์  ในฐานะ "กษัตริย์นักพัฒนา" ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำและผลิตซ้ำโดยสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น สถาบันการศึกษาหน่วยงานราชการ สื่อมวลชนส่งผลให้เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ  และการพยายามตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมในการพัฒนาโดยปัญญาชนอย่าง ประเวศ วะสี, เสน่ห์ จามริก, อภิชัย พันธเสน และ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ซึ่งเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชน โดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520  ก็ได้ช่วยให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงขยายครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของสังคม
                  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9) . (. 2545-2549 [3][5] และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.. 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.. 2542ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูสูงสุดจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ[6] และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน[7] มีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ หลายคนเห็นด้วย และเชิดชู แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ในขณะที่มีการตั้งคำถามถึงการยกย่องนี้ รวมทั้งความน่าเชื่อถือของรายงานศึกษาและท่าทีของสหประชาชาติ ในบางสื่อ ดูเพิ่มที่ (การเชิดชู การวิพากษ์)