วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 2 เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและชุมชน


                                                   Chapter 2   
         Sufficiency Economy and Economic, Social and Community Developments

การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง คือ อะไร
                        เศรษฐกิจพอเพียง(Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดรวมถึงการพัฒนาและบริหารประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ทางสายกลาง คำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ
                         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานปรัชญานี้ให้แก่คนไทยมานานกว่า 25 ปีแล้ว และรัฐบาลได้ถือเอาปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในแผนพัฒนาเเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 -2549)  ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลง
          (1) ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง
          (2) การเปลี่ยนแปลงเกิดจากเหตุปัจจัย
               - ทั้งเหตุปัจจัยภายนอกและเหตุปัจจัยภายใน
               - ทั้งเหตุปัจจัยที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้
          (3) การเปลี่ยนแปลงอาจปรากฎเป็นวงจร
                - มีทั้งขาขึ้นและขาลง
                - อะไรคือเหตุปัจจัยของขาขึ้น?
                - อะไรคือเหตุปัจจัยของขาลง ?
                - เราจะคาดหมายและควบคุมได้และควบคุมไม่ได้แค่ไหน ?
          ( 4) ในปัจุจบันและอนาคต การเปลี่ยนแปลงจะยิ่งเกิดผลกระทบที่เร็ว- รุนแรงและกว้างขวาง
           (5) ผลกระทบนั้นมีทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
 2. ปรัชญา
          (1) แนวคิดหลักคือทางสายกลาง
          (2) องค์ประกอบของความพอเพียง ได้แก่
                ก. ความพอประมาณ
                ข.ความมีเหตุผล
                ค. ความจำเป็นที่ต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อัน 
                    เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก
3. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
              (1)  ต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี
                    และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต
              (2) ให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม
                    - ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร
                    - มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ
              (3) ในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ปฏิบัตินั้น จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความ
                    รอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและ
                     การดำเนินการทุกขั้นตอน
  4. การประยุกต์ใช้
              (1) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรูปแบบของ เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้ ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับเกษตรกรไทยที่มีที่ดินทำกินเพียงครอบครัวละ 15 ไร่
              (2) การประยุกต์ใช้ปรัชญานี้ในด้านต่าง ๆ และระดับต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุขและอื่น ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ หากเอา ศกพ. มาประยุกต์ใช้จะก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินธุรกิจ ๗ ประการ                 
                  2.1 ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม คือ ราคาไม่แพง แต่ถูกหลักวิชาการมีขนาดการผลิตที่เหมาะสม      
                           สอดคล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการ
             2.2 ไม่โลภจนเกินไป และไม่เน้นกำไรระยะสั้นเป็นหลัก
                  2.3 ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ลูกค้า แรงงาน และผู้จำหน่ายวัตถุดิบ
            2.4  เน้นการกระจายความเสี่ยงจากการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และปรับเปลี่ยนผลผลิตได้ง่าย
                  2.5  เน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำไม่ก่อหนี้จนเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ
                 2.6  เน้นการตอบสนองตลาดภายในท้องถิ่น ภูมิภาค ตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ
                         ตามลำดับ
                          ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล (2541)  ได้ให้ความหมายเศรษฐกิจพอเพียงไว้ว่า  หมายถึง ความสามารถของชุมชนเมือง รัฐ ประเทศ หรือ ภูมิภาคหนึ่งๆ ในการผลิตสินค้า และบริการทุกชนิด ในการเลี้ยงสังคมนั้นๆ ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยต่าง ๆ ที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ และเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล คือความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน    มีความเป็นอยู่อย่างพอประมาณ ตามฐานะ ตามอัตภาพ และที่สำคัญ   ไม่หลงใหลไปตามกระแสวัตถุนิยม    มีอิสรภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด กล่าวโดยสรุป คือ หันกลับมายึดเส้นทางสายกลางในการดำรงชีวิตที่ส่งผลให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยมีหลักการพึ่งพาตนเอง   5   ประการ คือ
          1) ด้านจิตใจ ทำให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มีจิตสำนึกที่ดี สร้างสรรค์ให้ตนเองและประเทศชาติโดยรวม    มีจิตใจเอื้ออาทร   ประนีประนอม   เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
          2) ด้านสังคมแต่ละชุมชนต้องช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายชุมชนที่ แข็งแรง อิสระ
         3) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ใช้และจัดการอย่างชาญฉลาดพร้อมทั้งหาทางเพิ่มคุณค่า โดยให้ยึดอยู่บนหลักการของความยั่งยืน 
        4) ด้านเทคโนโลยี   จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว   เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่มีทั้งดี และไม่ดี   จึงต้องแยกแยะบนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น และเลือกใช้ที่สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมของประเทศ  และการพัฒนาจากภูมิปัญญาของเราด้วย
       5) ด้านเศรษฐกิจ  แต่เดิมนักพัฒนามุ่งแต่การเพิ่มรายได้ และไม่มีการมุ่งที่จะลดรายจ่ายในเวลาเช่นนี้   ต้องปรับทิศทางใหม่ คือต้องมุ่งลดรายจ่ายก่อนเป็นสำคัญ และยึดหลัก พอ อยู่ พอกิน พอใช้ หลังจากนั้น จึงคิดหารายได้ ในลักษณะค่อย เป็นค่อยไป  หลีกเลี่ยงจาก การก่อหนี้ โดยไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า และพยายามลดความเสี่ยงด้านต่าง ๆเศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน
        ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-8 คนไทยตามกระแสตะวันตกที่วัดกันด้วยเงินตราและความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ โดยละทิ้งหลักการเชิงพุทธ ความพอดี ทางสายกลาง และสิ่งที่คนไทยถนัดและเป็นเจ้าของความร่ำรวยมหาศาล จากอดีตที่ผ่านมาเราต้องควักเงินทุนลงไป เราตัดไม้ขายจนหมด ขายดิน น้ำ ลม ไฟ ทรัพยากรในประเทศเกือบหมด…! เราไม่เคยดูบัญชีรายจ่ายที่สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ดูแต่บัญชีรายได้ จึงได้คำมา 3 คำ คือเศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น