ประวัติความเป็นมาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราโชวาทแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เน้นการพัฒนาประเทศที่ต้องสร้างฐานความพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน
โดยเน้นความหมายของการพอมีพอกิน
ซึ่งปรากฏอีกครั้งในพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนพรรษา วันพุธที่ ๔ ธันวาคม
๒๕๑๗ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของข้อเสนอ
“เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency
Economy) ที่ชัดเจนในเวลาต่อมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสพระราชดำรัสที่พระองค์ทรงพระราชทานอย่างชัดเจนเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันศุกร์ที่
๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ณ ศาลาดุสิดาลัย
สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต ซึ่งอธิบายว่า “ พอเพียง ” คือ
๑. พอประมาณ ๒. ซื่อตรง
๓. ไม่โลภมาก ๔. ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อเสนอในการดำเนินกิจการทางเศรษฐกิจตามแนวทางของพุทธธรรมอย่างแท้จริง
โดยที่พระองค์ได้ทดลองปฎิบัติตามแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
มาก่อนหน้าที่จะมีพระราชดำรัสในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว
ภายหลังจากที่พระราชดำรัสมิได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลในยุคนั้นเท่าที่ควร
พระองค์ได้ทรงศึกษาค้นคว้าหารูปธรรมของรูปแบบที่ปฎิบัติได้จริง รูปธรรมหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ
การเกษตรทฤษฎีใหม่ และได้นำเสนอรูปแบบดังกล่าวต่อพสกนิกรของพระองค์เป็นครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ทื่
๔ ธันวาคม ๒๕๓๗ ณ
ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต
หลังจากนั้นได้รับสั่งในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันนี้ต่อเนื่องติดต่อกันทุกปี
จนล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ยังทรงพระราชกระแสรับสั่งในเรื่องดังกล่าว
อันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศตามแนวพุทธธรรม๑
ข้อความสำคัญตอนหนึ่งของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระราชทานเป็นครั้งแรกแก่นิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ว่า
“… การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นต้องสร้างพื้นฐาน
คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน
โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอควรและปฎิบัติได้แล้ว
จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป
หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว
โดยไม่ให้แผนปฎิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย
ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น
ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด
ดังเห็นได้ที่อารยประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้...” ๒
และข้อความที่สำคัญอีกตอนหนึ่งแห่งพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่ผู้ที่ไปเข้าเฝ้าฯ
เพื่อถวายพระพรชัยมงคล ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔
ธันวาคม ๒๕๑๗ ความว่า “…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา
จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่
แต่เราอยู่พอมีพอกิน และให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน
มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธานในทางนี้
ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ
ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...”
ในประเทศไทยเรานั้นมีกระแสเศรษฐศาสตร์ทางเลือกอันเป็นที่รับรู้กันแพร่หลายมานานมากแล้ว
ทั้งในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ
เศรษฐศาสตร์ในแนวสีเขียวที่เน้นความยั่งยืน เศรษฐกิจพื้นฐาน
เศรษฐกิจพึ่งตนเอง เศรษฐกิจชุมชน
รวมถึงการมีอาชีพที่อยู่นอกกระแสการตลาดอย่างเกษตรยั่งยืนเกษตรผสมผสาน
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นก็อยู่ในลักษณะที่กระจัดกระจายไม่ได้รับการยอมรับมากนัก
จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน
ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนาในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยโดยตรงมาอย่างยาวนาน
ได้ทรงสรุปประสบการณ์ดังกล่าวออกมาเป็นพระราชดำรัสเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียง”
จึงได้จุดกระแสให้เกิดการยอมรับอย่างกว้างขวาง
บรรจุอยู่ในแผนงานของราชการในหน่วยงานและรับการผลักดันอย่างจริงจัง เช่น
กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น และที่สำคัญ คือ
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙ และที่ ๑๐ก็ได้นำเอาปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศด้วย
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดํารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงอย่างมีเหตุผลในทุกระดับ
ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศใหญ่ดําเนินไปในทางสายกลาง
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวหน้าทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นโลกยุคใหม่ด้านข้อมูลข่าวสารที่สามารถติดต่อกันได้
ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก การบริโภคและ อุปโภคที่มากเกินไปก็จะเป็นอันตรายได้เช่นกันความพอเพียง
เป็นสิ่งที่ดีสำหรับสังคมที่มีสติสมบูรณ์และมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อครอบครัวที่รู้จักตนเองในการดำเนินชีวิตใหัมีความสุขในทุก
ๆ ด้าน เหมาะสมตามฐานะของตน
เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ
2517และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ
2540 ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศไทย
ให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในทางการเมืองของไทยแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาอำนาจนำ
ด้านอุดมการณ์ ในฐานะ "กษัตริย์นักพัฒนา"
ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง
สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำและผลิตซ้ำโดยสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น
สถาบันการศึกษาหน่วยงานราชการ
สื่อมวลชนส่งผลให้เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ และการพยายามตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมในการพัฒนาโดยปัญญาชนอย่าง
ประเวศ วะสี, เสน่ห์
จามริก, อภิชัย พันธเสน และ ฉัตรทิพย์
นาถสุภา
ซึ่งเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชน โดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 ก็ได้ช่วยให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงขยายครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของสังคม
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ
มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9)
พ.ศ (.
2545-2549 [3][5] และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่
เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.
2542ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูสูงสุดจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ[6] และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน[7] มีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ หลายคนเห็นด้วย และเชิดชู
แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ในขณะที่มีการตั้งคำถามถึงการยกย่องนี้
รวมทั้งความน่าเชื่อถือของรายงานศึกษาและท่าทีของสหประชาชาติ ในบางสื่อ ดูเพิ่มที่
(การเชิดชู การวิพากษ์)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น